เข้าสู่ระบบลงทะเบียน
ประยุกต์ใช้ โพสล่าสุด โพสสำคัญ เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ธนาคาร
หัวข้อ : กฏหมายความรู้ ค้ำประกันการทำงาน การยึดทรัพย์
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
ไปศาลบ่อย ๆ ชักมันท่าน กะว่าจะเอาถึงฎีกา

http://www.siamhrm.com/report/hr_report.php?max=1046
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
ขอกำลังใจจากบุตรสาวของท่านก็เพียงพอแล้ว 5555 ล้อเล่นนะท่าน
papa05 ออฟไลน์
ระดับ: ช่างดาวเทียม
UID: 3
สำคัญ: 0
โพส: 544
ระดับความเชียวชาญ: 937 แต้ม
คะแนนความดี: 64 แต้ม
เครดิต: 28 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 12 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-04-18
อ้างอิง
อ้างอิงโพส 31 ต้นฉบับโพสโดย cccccc เมื่อ 2012-02-11 11:34  :
ขอกำลังใจจากบุตรสาวของท่านก็เพียงพอแล้ว 5555 ล้อเล่นนะท่าน



       จิงไม่กัว  กัวไม่จิง  ขออำกลับมั่ง   อ้า  อ้า  อ้า   อ้า


http://www.facebook.com/#!/
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
ล่าสุดศาลนัดไปไกล่ให้เสีย 8,000 จากยอด 100,000 แล้วไม่ต้องมาศาลอีก แต่มองดุกระเป๋ามีตังค์แค่ 500 บาท ขอสู้ต่อ อิอิ ใครจะมี 8,000 กันเล่า เหลือเดือนไม่ถึง 3000  อิอิ
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
สงสัยจะเสีััยมากกว่าเก่าสู้ใหม่ ขอฝาก

การถอนฟ้อง

คำถาม ----- คดีแพ่ง โจทก์ถอนฟ้องหลังจากชี้สองสถานไปแล้วและจำเลยคัดค้าน ศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 6782/2553 ----- ป.วิ.พ. มาตรา 175 "ไม่ได้ห้ามโจทก์ถอนฟ้องหลังจากชี้สองสถาน" โดยบังคับศาลเพียงว่า ห้ามไม่ให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดถ้าหากมีก่อน ดังนั้น แม้โจทก์ขอถอนฟ้องหลังจากชี้สองสถานและจำเลยทั้งสองคัดค้านก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้และ ป.วิ.พ. มาตรา 176 ก็ไม่ได้ห้ามโจทก์ที่ถอนฟ้องยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ศาลจึงไม่อาจนำข้อที่โจทก์อ้างไปแก้ไขข้อบกพร่องในคำฟ้องแล้วยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเข้ามาเป็นคดีใหม่เป็นเงื่อนไขในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องได้ด้วย ทั้งคดีนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้อีกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนแต่อย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าการถอนฟ้องของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อเอาเปรียบจำเลยทั้งสอง

ที่มา https://www.facebook.com/OhmsLAW.Family/posts/363048097062903

การถอนฟ้อง กับ คดีแรงงาน





          ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงาน มีคำถามที่น่าสนใจ คือ กรณีจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ขอถอนฟ้อง จำเป็นที่ศาลจะต้องสอบถามความเห็นของจำเลยว่าจะคัดค้านก่อนหรือไม่ ?



          หากท่านจะสังเกตให้ดี ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานนั้นกระบวนพิจารณาจะไม่ซับซ้อนเหมือนอย่างคดีแพ่งทั่วไป การดำเนินกระบวนพิจารณาจึงไม่เคร่งครัด แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีหลักยึดเอาเสียเลย



          เรื่องหลักการถอนฟ้องนั้น มีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 ซึ่งในการพิจารณาคดีแรงงานนั้นกฎหมายก็ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ด้วยเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงาน



          ตรงที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานนี้แหละที่ดูจะวินิจฉัยยากสักหน่อย บางครั้ง บางเรื่อง ดูเหมือนว่าน่าจะนำวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ แต่ศาลก็มิได้นำมาใช้ตรงนี้คงต้องฝึกฝนดูบ่อยๆความเข้าใจจึงจะค่อยๆดีขึ้น



          กลับมาที่คำถาม การอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในคดีแรงงานในขณะที่จำเลยยื่นคำให้การแล้วนั้น มองดูผิวเผินก็ไม่น่ามีอะไรยุ่งยาก ศาลแรงงานน่าจะสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องฟังความเห็นของจำเลยเสียก่อน แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เรื่องนี้ ศาลแรงงานจำเป็นต้องฟังความเห็นของจำเลยเสียก่อนที่จะมีคำสั่งให้โจทก์ถอนฟ้อง หากศาลแรงงานไม่ฟังจำเลยเสียก่อนและสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ทันที่ ย่อมถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

          บอกแล้วไง ต้องฝึกบ่อยๆ

  สมบัติ ลีกัล 30 มกราคม 2552

ที่มา http://www.sombatlegal.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538677638&Ntype=6

อีกอันยาวแบบละเอียด http://www.sombatlegal.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538677638&Ntype=6

คำพิพากษาฎีกา 2863 /2552
ค่าคอมมิชชั่นที่คำนวณจากยอดขาย ถือเป็นค่าจ้าง
                              
                              โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่พนักงานฝ่ายการตลาด ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,694 บาท กับค่าคอมมิสชั่นซึ่งคิดคำนวณจากยอดสินค้าที่โจทก์จำหน่ายได้ในแต่ละเดือน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2548 จำเลยสั่งพักงานโจทก์เป็นเวลา 1 เดือน ครั้นถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 โจทก์กลับเข้าไปที่บริษัทจำเลยเพื่อจะทำงานตามปกติ แต่จำเลยไม่ให้โจทก์เข้าทำงานพร้อมทั้งบอกแก่โจทก์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและโดยโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ระหว่างวันที่ 1 ถึง 26 กรกฎาคม 2548 กับค่าคอมมิสชั่นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2548 จึงขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 9,853 บาท ค่าคอมมิสชั่นจำนวน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว และค่าจ้างจำนวน 7,535 บาท ค่าชดเชยจำนวน 172,164 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์



                              เลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์ได้รับเงินค่าสินค้าจำนวน 7,500 บาท แล้วไม่นำส่งให้แก่จำเลย จำเลยตรวจสอบพบจึงได้ออกใบเตือนครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ลงวันที่ 21 กันยายน 2547 ต่อมาระหว่างวันที่ 13 ถึง 19 พฤษภาคม 2548 จำเลยได้เชิญนายไพบูลย์ เมืองอุดม เป็นวิทยากรไปเดินสายให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงของจำเลย และมอบเงินจำนวน 22,000 บาท ให้โจทก์ไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายแทนวิทยากรแล้วนำใบเสร็จค่าใช้จ่ายมาสะสางบัญชีกับจำเลยภายใน 3 วัน นับแต่วันที่โจทก์เสร็จงานกลับมา แต่โจทก์ไม่ออกค่าใช้จ่ายให้นายไพบูลย์ โดยให้นายไพบูลย์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 4,660 บาท เมื่อนายไพบูลย์ทวงถามโจทก์กลับแจ้งว่ายังไม่ได้เบิกจากจำเลย นายไพบูลย์จึงทำหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยทำการตรวจสอบบัญชีพบว่าโจทก์ได้นำใบเสร็จค่าใช้จ่ายมาสะสางบัญชีกับจำเลยเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 แต่จำเลยไม่นำเงินจำนวน 4,660 บาท ไปมอบให้นายไพบูลย์ จำเลยจึงมีหนังสือฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย ค่าคอมมิสชั่นที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินจริงและจำเลยได้จ่ายให้โจทก์รับไปพร้อมกับเงินเดือนครบทุกเดือนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง



                               ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 150,596.53 บาท ค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 7,535 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 9,853 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 สิงหาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก



                                จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา



                                ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายการตลาด ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,694 บาท และได้ค่าคอมมิสชั่นซึ่งคิดคำนวณจากยอดสินค้าที่โจทก์จำหน่ายได้ในแต่ละเดือนกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์ได้รับเงินค่าสินค้าจำนวน 7,500 บาท แล้วไม่นำส่งให้จำเลย จำเลยตรวจสอบพบจึงได้ออกใบเตือนครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ลงวันที่ 21 กันยายน 2547 ตามเอกสารหมาย ล.9 แล้วสั่งพักงานโจทก์เป็นเวลา 14 วัน รวมทั้งออกหนังสือชี้แจงความรับผิดชอบเรื่องเงินของบริษัทแจ้งให้โจทก์ทราบตามเอกสารหมาย ล.10 ต่อมาระหว่างวันที่ 13 ถึง 16 พฤษภาคม 2548 จำเลยได้เชิญนายไพบูลย์ เมืองอุดม และนายทวีรัตน์ ธิติพัทร์ เป็นวิทยากรไปเดินสายให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงของจำเลยในแปดจังหวัดภาคใต้ และมอบเงินจำนวน 22,000 บาทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของโจทก์และวิทยากร วันที่ 20 พฤษภาคม 2548 โจทก์ได้ยื่นแบบฟอร์มสะสางค่าใช้จ่ายพร้อมแนบเอกสารประกอบต่อฝ่ายบัญชีของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.5 ต่อมาวันที่ 27กรกฎาคม 2548 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.11 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และยังค้างจ่ายเงินเดือนของโจทก์ระหว่างวันที่ 1 ถึง 21 กรกฎาคม 2548 จำนวน 7,535 บาท ส่วนค่าคอมมิสชั่นจำเลยได้จ่ายให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วและฟังว่า หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.11 ระบุสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า ในการเดินสายไปประชุมระหว่างวันที่ 13 ถึง 19 พฤษภาคม 2548 นายไพบูลย์มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในระหว่างที่เป็นวิทยากรของจำเลยจำนวน 4,660 บาท นายไพบูลย์ได้ส่งมอบใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดแก่โจทก์ โจทก์ได้รับเงินสำรองจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายของวิทยากรจากจำเลยไปแล้วมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้แก่นายไพบูลย์ในทันที แต่โจทก์ไม่จ่ายเงินคืนแก่นายไพบูลย์โดยมีเจตนาทุจริต แล้วินิจฉัยว่า นายไพบูลย์พยานจำเลยเบิกความกลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องกับรอยขาดความน่าเชื่อถือ และที่นายไพบูลย์เบิกความว่า ได้มอบหลักฐานให้พนักงานคนอื่นของจำเลยไปเบิกค่าใช้จ่ายนั้นก็ขัดแย้งกับระเบียบปฏิบัติของจำเลยเอง  และไม่ตรงกับข้ออ้างในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.11 พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่านายไพบูลย์ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเป็นวิทยากรที่ภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 9 ถึง 16 พฤษภาคม 2548 เฉพาะค่าที่พักและค่าน้ำมันรถตามเอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 15 ถึง 17 นายไพบูลย์ได้นำใบเสร็จรับเงินตามเอกสารดังกล่าวมามอบให้โจทก์ที่สำนักงานของจำเลยในวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 และโจทก์ได้มอบเงินตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าวแก่นายไพบูลย์ไปครบถ้วนแล้วในวันนั้น โจทก์จึงไม่ได้กระทำผิดตามที่ระบุในหนังสือเลิกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดกรณีหนึ่งกรณีใดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า  คำเบิกความของนายไพบูลย์ เมืองอุดม พยานจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความของโจทก์ทั้งคำเบิกความของโจทก์ก็มีข้อพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่น่าเชื่อถือ โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะกระทำผิดและการกระทำนี้เป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย



       มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ค่าคอมมิสชั่นเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง”ไว้ว่า หมายถึงเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน เมื่อเงินค่าคอมมิสชั่นเป็นเงินที่โจทก์ได้รับจากการจำหน่ายสินค้าของจำเลยซึ่งคิดคำนวณจากยอดสินค้าที่โจทก์จำหน่ายได้ในแต่ละเดือน ดังนั้น



       นอกจากโจทก์จะได้รับเงินเดือนเป็นค่าจ้างประจำอยู่แล้ว หากโจทก์เป็นผู้ขายสินค้า โจทก์ยังมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการขายหรือค่าคอมมิสชั่น ซึ่งค่าคอมมิสชั่นนี้โจทก์จะได้รับมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนยอดขายที่โจทก์สามารถขายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเห็นได้ว่า ค่าคอมมิสชั่นเป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทนในการทำงานโดยคิดตามผลงานที่โจทก์ทำได้ ดังนั้นค่าคอมมิสชั่นจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยจึงต้องนำไปรวมกับเงินเดือนของโจทก์อัตราสุดท้ายเดือนละ 8,694 บาท มาเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยด้วย  ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น


        พิพากษายืน
ที่มา http://www.parameelaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539206655&Ntype=3
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
ค่าจ้างตามความหมายของประกันสังคม

ค่าจ้าง คือ เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลา หรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณหรือจ่ายในลักษณะใด หรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร

องค์ประกอบของค่าจ้าง

    1. เป็นตัวเงิน
    2. นายจ้างเป็นผู้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง
    3. เพื่อตอบแทนการทำงานของลูกจ้างในวันและเวลาทำงานปกติ นอกจากนี้ยังหมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้างในวันหยุด และวันลา ที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย

ดังนั้น เงินใดก็ตามที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้าง หากเป็นไปตามองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่านายจ้างจะเรียกชื่ออย่างไร กำหนด คำนวณ หรือจ่ายในลักษณะใด หรือโดยวิธีการใดก็ตามย่อมเป็นค่าจ้างทั้งสิ้น

ข้อสังเกตเงินที่ไม่ใช่ค่าจ้าง

    1.เงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้าง เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร ไม่ถือเป็นการตอบแทนการทำงาน
    2. เงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อจูงในให้ลูกจ้างทำงานให้มาก ทำงานให้ดี หรือจ่ายให้ตอนออกจากงาน เช่น เบี้ยขยัน เงินโบนัส เงินบำเหน็จ เงินสะสม ค่าชดเชย แม้จะมีการจ่ายประจำ ก็ไม่ถือเป็นการตอบแทนการทำงาน

ที่เป็นค่าจ้าง     ที่ไม่เป็นค่าจ้าง
- เงินเดือน     - ค่าล่วงเวลา
- ค่าครองชีพ     - โบนัส, ค่ารักษาพยาบาล
- ค่าตอบแทนการทำงาน     - เบี้ยขยัน
- ค่ากะ     - บิลมาเบิกค่าน้ำมัน
- ค่าจ้างรายวัน     - ค่าเบี้ยประชุม
- เงินประจำตำแหน่ง     - ค่าจ้างทำของ
- ค่าแรง     - เงินรางวัล
      - ค่าคอมมิสชั่น

เพิ่มเติม

ค่าคอมมิสชั่น จะนำมารวมคำนวณประกันสังคมหรือไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่าย

ค่าคอมมิสชั่นที่ต้องนำมารวมคำนวณประกันสังคม ต้องเป็นค่าคอมมิสชั่นที่เกิดจากการขายสินค้าต่อชิ้น คำนวณตามจำนวนชิ้นที่ขายได้ ขายได้น้อยก็ได้คอมมิสชั่นน้อย ขายได้มากก็ได้ค่าคอมมิสชั่นมาก

ค่าคอมมิสชั่นที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณประกันสังคม ต้องเป็นค่าคอมมิสชั่นที่กำหนดจากเป้าหรือยอด เช่น ถ้าขายได้ครบ 100 ชิ้นจะได้ค่าคอมมิสชั่น 1,000 บาท หรือถ้าขายได้ถึงเป้าที่กำหนดเช่น กำหนดเป้าการขายไว้ 100,000 บาท จะได้ค่าคอมมิสชั่นจากส่วนที่เกิน 100,000 บาท เป็นต้น

ค่าเช่าบ้าน ไม่ถือเป็นค่าจ้าง

ตย.เช่น บริษัทได้กำหนดให้มีการจ่ายค่าเช่าบ้านให้แก่พนักงานพร้อมกับเงินเดือนในอัตราร้อยละ 15 ของเงินเดือน แต่จะต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,000 บาท เพื่อเป็นสวัสดิการสำหรับค่าที่พัก โดยบริษัทจะจ่ายให้แก่พนักงานทุกคนและมิได้กำหนด เงื่อนไขว่าพนักงานที่จะมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านจะต้องเป็นผู้ที่เช่าบ้านอาศัยอยู่จริง การจ่ายค่าเช่าบ้านดังกล่าวถือได้ว่าบริษัทมีเจตนาที่จะจ่ายค่าเช่าบ้านเพื่อเป็นสวัสดิการช่วยเหลือเป็นค่าเช่าที่พักแก่พนักงาน มิได้มีเจตนาจ่ายให้แก่พนักงานเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงมิใช่ค่าจ้าง ………….

ค่าตำแหน่ง ถือเป็นค่าจ้าง
บริษัทกำหนดให้มีการจ่ายเงินค่าตำแหน่งให้เฉพาะพนักงานตำแหน่งระดับโฟร์แมน ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท โดยจ่ายให้พร้อมกับเงินเดือน  เงินค่าตำแหน่งจึงป็นเงินที่บริษัทจ่ายเพิ่มจากค่าจ้างปกติที่พนักงานตำแหน่งระดับโฟร์แมนได้รับอยู่แล้ว โดยมีการจ่ายให้เป็นประจำทุกเดือน และมีจำนวนเงินแน่นอน และเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้าง……………..

ค่าอาหาร ไม่ถือเป็นค่าจ้าง

ตย.เช่น บริษัทได้กำหนดให้มีการจ่ายเงินค่าอาหารเพื่อเป็นสวัสดิการแก่พนักงานทุกคน โดยจ่ายพร้อมกับเงินเดือนในอัตราคนละ 250 บาทต่อเดือน และจ่ายให้ทุกวันที่ 25 ของเดือน การจ่ายเงินค่าอาหารดังกล่าวถือได้ว่า บริษัทมีวัตถุประสงค์ในการจ่ายเพื่อให้ความสงเคราะห์และช่วยเหลือพนักงานเพื่อการใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร อันมีลักษณะเป็นการให้สวัสดิการแก่พนักงาน มิได้จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงมิใช่ค่าจ้าง ตามนัยคำพิพากษาฏีกาที่ 1717/2530…………….

ค่ากะ ที่ถือเป็นค่าจ้าง

http://www.kiatchai.com/archives/575
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
ทนายโจทก์ขาดนัด

เลื่อน

เพิ่มเติม

http://www.thethaibar.or.th/images/stories/download/sam_nak_op_rom/thong_kham_top/samaithi63/pang_1-63.pdf


            ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์ ประจำโรงพยาบาลของโจทก์ ไม่ได้เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน    

    

                                                                                                                                                                                                                    
            

คำพิพากษาฎีกาที่ 8995/2554

บริษัทศูนย์การแพทย์ไทย จำกัด(มหาชน)                  โจทก์

สำนักงานประกันสังคม    ที่ 1 กับพวกรวม 14 คน         จำเลย

เรื่อง   ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์ ประจำโรงพยาบาลของโจทก์ ไม่ได้เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน

1. โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 9 มีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมต่อกองทุนประกันสังคม จำนวน 9,239,300.67 บาท และชำระเงินสมทบเพิ่มเติมต่อกองทุนประกันสังคมเงินทดแทน จำนวน 92,703.45 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการอุทธรณ์กองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม คณะกรรมการอุทธรณ์มีมติตามคำวินิจฉัยที่ 1220/1549 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ อ้างว่าโจทก์กับแพทย์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้าง ลูกจ้าง โจทก์จึงมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ อุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ประกอบการสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ให้สถานพยาบาลมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการโดยต้องมีผู้ดำเนินการคนหนึ่งควบคุมและรับผิดชอบ ในการดำเนินการสถานพยาบาล โดยมิให้แพทย์ประกอบวิชาชีพผิดไปจากสาขา ชั้นหรือแผนที่โจทก์ได้รับอนุญาต ต้องควบคุมแพทย์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม และโจทก์ต้องจัดให้มีสถานที่ เครื่องมือ เครื่องใช้ เวชภัณฑ์ แสดงรายละเอียดในที่เปิดเผย รายงานหลักฐานเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพ ในสถานพยาบาล รวมทั้งจัดทำเอกสารอื่นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล รวมทั้งจัดทำเอกสารอื่นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โจทก์กับแพทย์จึง ไม่มีความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้าง ลูกจ้างแต่อย่างใด

2. จำเลยให้การว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ 1220/2549 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549 ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุผลที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ขอให้ยกฟ้อง

3. ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง(คำวินิจฉัย) ของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1220/2549

4. จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

5. ศาลฎีกา เห็นว่า แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์มีข้อตกลงใช้คลินิกเพื่อประกอบโรคศิลปะ โดยแบ่งรายได้ 80 ต่อ 20, 70 ต่อ 30 และ 50 ต่อ 50 วันแพทย์ไม่มาทำงานก็จะไม่มีรายได้  แพทย์ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของโจทก์ การลากิจหรือการลาป่วยก็ไม่ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ แม้เจ็บป่วยเกิน 3 วัน ก็ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ และแพทย์ไม่มีสวัสดิการหรือเงินโบนัส เงินค่าตรวจรักษาเป็นเงินที่แพทย์ได้รับจากการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลา ซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์จึงมิใช่นายจ้าง ลูกจ้างคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1220/2549 จึงไม่ชอบ

6. ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย พิพากษายืน


รวบรวมโดยนายไพบูลย์   ธรรมสถิตย์มั่น  (บ.1/43)

www.paiboonniti.com 

pat ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ใช้ระดับ I
UID: 1485
สำคัญ: 0
โพส: 48
ระดับความเชียวชาญ: 68 แต้ม
คะแนนความดี: 0 แต้ม
เครดิต: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 7 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2012-07-06
ใช้งานล่าสุด: 2014-01-20
เราต้องติดตามตลอดนะครับ
น่าเห็นใจครับ
แต่ผมโดนเรื่องค้ำประกันรถ จย.ครับ คนก็หายรถก็หาย กว่าจะเจอตัวล่นเอาผมซะแย่เลย
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
ขอบคุณท่าน pat ที่เป็นห่วง พรุ่งนี้ขึ้นศาลอีกรอบจวนจะ 2 ปี แล้วเรื่องยังไม่จบ
มีประเด็นใหม่ ๆ เพิ่มมา ขอแปะ

ผู้ค้ำประกัน ค้ำประกันลูกจ้างตำแหน่งหนึ่ง แต่ลูกจ้างย้ายไปทำงานอีกตำแหน่งหนึ่ง ย่อมพ้นความรับผิดไหม




คำพิพากษาฎีกาที่ 15904/2553
บริษัท xxxxx จำกัด      โจทก์
นางสาว  yyyyyy  ที่ 1
นาย aaaaaaa โดย bbbbbbbb  
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน ที่ 2      จำเลย
เรื่อง (1)  ผู้ค้ำประกัน ค้ำประกันลูกจ้างตำแหน่งหนึ่ง  แต่ลูกจ้างย้ายไปทำงานอีกตำแหน่งหนึ่ง ย่อมพ้นความรับผิดไหม
 (2)  อ้าง ป.พ.พ. มาตรา 223 และมาตรา 680 ดูประกอบ
 (3)  หากจะย้ายหน้าที่ลูกจ้าง ควรเปลี่ยนสัญญาค้ำประกันทุกครั้ง
1. โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์  ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเลขานุการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์  จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการเข้าทำงานของจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 กระทำความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ  จำเลยที่ 2 จะรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น จำเลยที่1 มีหน้าที่จัดทำคำสั่งออกบัตรโดยสารลดราคาพิเศษตามที่มีคำขอผ่านผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์  ส่งให้แผนกขายบัตรโดยสารออกบัตรโดยสารให้  ผู้โดยสารจะรับบัตรโดยสารที่แผนกขายบัตรหรือที่จำเลยที่ 1 ก็ได้  ในกรณีที่ผู้โดยสารรับบัตรโดยสารจากจำเลยที่ 1 พร้อมชำระเงินค่าบัตรโดยสาร จำเลยที่ 1 จะนำเงินดังกล่าวส่งให้ฝ่ายบัญชีโจทก์ต่อไป  ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2536 ถึงเดือนมิถุนายน 2537  จำเลยที่ 1 ได้จัดทำคำสั่งออกบัตรโดยสารลดราคาพิเศษให้แผนกออกบัตรโดยสารเพื่อออกบัตรโดยสารแก่ผู้โดยสารรวม 87 ครั้ง  จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินค่าบัตรโดยสารทั้งหมดไว้ในนามโจทก์ และได้เบียดบังค่าบัตรโดยสารจำนวน 9,794,030 บาท  ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน  ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับจำเลยที่ 1 จากการสอบสวนข้อเท็จจริงและพิจารณาโทษทางวินัย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้เบียดบังค่าบัตรโดยสารจำนวนเงิน 9,794,030 บาท จริงโจทก์จึงมีคำสั่งลงโทษไล่จำเลยที่ 1 ออกจากงานและให้จำเลยที่ 1 คืนเงินโจทก์ได้ติดต่อทวงถามจำเลยที่ 2  ในฐานะผู้ค้ำประกัน  จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

2. จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นเลขานุการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์  ไม่มีหน้าที่จัดทำคำสั่งออกบัตรโดยสารลดราคาพิเศษ ไม่มีหน้าที่รับเงินค่าบัตรโดยสารจากผู้ซื้อบัตรโดยสาร  แม้ผู้โดยสารฝากเงินไว้กับจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้นำไปจ่ายโจทก์ เงินดังกล่าวยังไม่ใช่เงินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไป  ขอให้ยกฟ้อง

3. จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการเข้าทำงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้น (PASSENGER SERVICE) ไม่ได้ค้ำประกันเข้าทำงานในตำแหน่งเลขานุการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด  ขอให้ยกฟ้อง

4. ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายวีรวัฒน์  โชติรส  ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน

5.  ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่ปี 2519 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้น (PASSENGER SERVICE) โดยมีจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้น  เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2530 ได้มีคำสั่งย้ายจำเลยที่ 1 จากเลขานุการสังกัดสำนักงานภาคพื้นประเทศไทยไปเป็นเลขานุการรองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาด ต่อมารองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาดได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์จำเลยที่ 1 จึงเป็นเลขานุการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติบัตรโดยสารเครื่องบินราคาพิเศษ  ผู้ขอบัตรโดยสารพิเศษจะทำหนังสือขออนุมัติผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์อนุมิติแล้ว จำเลยที่ 1 จะส่งคำสั่งอนุมัติไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อพิมพ์คำสั่งออกบัตรโดยสารราคาพิเศษไปยังแผนกออกบัตรหลังจากออกบัตรโดยสาร  ผู้โดยสารจะไปรับบัตรโดยสารและชำระราคาที่แผนกออกบัตรโดยสาร แต่ในทางปฏิบัติผู้โดยสารที่ขอบัตรราคาพิเศษนี้ส่วนมากเป็นผู้มีตำแหน่งสูง  เพื่ออำนวยความสะดวก  จำเลยที่ 1 จะรับบัตรโดยสารจากแผนกออกบัตรโดยสารมาก่อน  แล้วให้ผู้โดยสารมารับบัตรและชำระราคาที่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 จึงนำเงินไปส่งให้แผนกออกบัตรโดยสารเพื่อส่งมอบให้ฝ่ายการเงินต่อไป การปฏิบัติเช่นนี้นับว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ เพราะเลขานุการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์ไม่มีอำนาจหน้าที่รับชำระค่าบัตรโดยสาร  แต่ก็ได้ปฏิบัติเช่นว่านี้เรื่อยมาไม่เคยมีปัญหา ต่อมาปรากฏว่าฝ่ายการเงินและบัญชีตรวจสอบพบว่าฝ่ายการพาณิชย์มีหนี้ค่าโดยสารค้างชำระเป็นจำนวนมาก     ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้น   จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้รับเงินค่าบัตรโดยสารจากผู้โดยสารที่ขอบัตรโดยสารราคาพิเศษ  เป็นจำนวน 9,848,125.41 บาท  ได้นำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ได้มีคำสั่งไล่จำเลยที่ 1 ออกจากงานและให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 9,848,125.41 บาท โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา  พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องจำเลยที่ 1  ฐานยักยอกและออกหมายจับ  หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้นำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน คงค้างเป็นเงิน 9,794,030 บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถาม  ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในฐานะผู้ค้ำประกัน  จำเลยที่ 1 แม้การรับเงินเป็นเรื่องกระทำนอกหน้าที่แต่ก็เป็นการฝ่าฝืนระเบียบและผิดสัญญาจ้างแรงงาน ทั้งเป็นการละเมิดต่อโจทก์  จำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้น ไม่ได้ค้ำประกัน  ตำแหน่งเลขานุการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์  จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีอำนาจหน้าที่สั่งออกบัตรโดยสารหรือรับชำระเงินค่าบัตรโดยสาร  การที่ฝ่ายบริหารของโจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการรวมตลอดทั้งรับชำระค่าบัตรโดยสารแทนโจทก์และปล่อยให้ติดค้างเป็นจำนวนเงินถึงเกือบสิบล้านบาท ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่เช่นนี้เป็นความละเลยบกพร่องและประมาทเลินเล่อของฝ่ายบริหารจัดการของโจทก์จนเป็นโอกาสให้เกิดความเสียหายขึ้น  จำเลยที่ 2 แม้เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ก็เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 ผู้ยักยอก และไม่ได้มีส่วนที่ผิดที่ปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 กระทำการเกินอำนาจและนอกหน้าที่  จนมีโอกาสเบียดบังเอาเงินไป  หากฝ่ายบริหารมิได้บกพร่องความเสียหายคงไม่เกิดขึ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 ประกอบมาตรา 680  เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นในฐานะผู้ค้ำประกัน  จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 9,784,030 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี  ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2   ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

6. ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว  มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่    โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นการกระทำนอกหน้าที่ แต่เมื่อสัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 จะรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ตามความเป็นจริง  ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานจึงต้องรับผิดด้วย  เห็นว่า  ตามหนังสือค้ำประกันจะต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ในขณะทำงานตำแหน่ง PASSENGER SERVICE  หรือเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้นตามที่จำเลยที่ 2 ระบุในหนังสือค้ำประกัน  การที่โจทก์ย้ายตำแหน่งของจำเลยที่ 1 ไปทำหน้าที่เลขานุการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์  จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 สามารถกระทำการทั้งในหน้าที่ตามระเบียบและฝ่าฝืนระเบียบอันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 2 มากขึ้นเกินกว่าที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกัน    การกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานของจำเลยที่ 1 จึงมิได้กระทำในขณะทำงานตำแหน่ง  PASSENGER SERVICE  หรือเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้น  แต่ได้กระทำในขณะทำงานตำแหน่งเลขานุการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์  จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์  ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น จึงชอบแล้ว  อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

7. พิพากษายืน.

รวบรวมโดยนายไพบูลย์  ธรรมสถิตย์มั่น (บ.1/45)



ที่มาจากเว็บ http://www.paiboonniti.com/%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/36-2011-03-21-04-24-10/158-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1.html


รวมกฏหมายที่เกี่ยวข้อง



สัญญาค้ำประกันลูกจ้างเข้าทำงาน

คำถาม

          ถ้าเป็นผู้ค้ำประกันลูกจ้างเข้าทำงาน  ต้องรับผิดชอบแค่ไหน

คำตอบ
           - ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5720/2533
           จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นพนักงานของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันซึ่งมีข้อความว่า "เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำงานในธนาคารแล้ว ภายหลังได้หลบหลีกหนีหายไป หรือได้ฉ้อโกง ยักยอก หรือทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย หรือสูญเสียทรัพย์สินไม่ว่าด้วยประการใด ๆจำเลยที่ 2 ตกลงชดใช้เงินให้แก่ธนาคาร" ตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวนี้ย่อมหมายถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเกิดจากการทำงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ดูแลความสงบและความปลอดภัยภายในธนาคาร ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้ลูกค้าของโจทก์ลงชื่อในใบถอนเงินและเป็นผู้ถอนเงินไป ก็เป็นการกระทำส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่การกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัย จำเลยที่ 2ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1483/2527
           จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการเข้าทำงานของจำเลยที่ 1 ใน หน้าที่พนักงานขับรถยนต์ของโจทก์ เฉพาะกรณีจำเลยที่ 1ปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องเป็นเหตุให้รถยนต์หรือทรัพย์สินของโจทก์ชำรุดเสียหาย หรือในกรณีที่โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1

- 2 -
 ทำละเมิดต่อบุคคลอื่นอันหมายถึงความเสียหายที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถโดยเฉพาะ การที่จำเลยที่ 1 นำใบสำคัญเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นเอกสารปลอมไปขอเบิกจ่ายรับเงินจากโจทก์ แม้เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ก็เป็นความเสียหายเกิดจากการฉ้อโกงนอกเหนือจากที่ระบุในสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2393/2527
           โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ทำงานในหน้าที่พนักงานขายตั๋วหรือติดรถของโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ย่อมเป็นที่เข้าใจกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เฉพาะในหน้าที่การงานเท่านั้นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานขายตั๋วและต่อมาทำหน้าที่เป็นนายตรวจได้ขับรถยนต์โดยสารและเกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์จึงเป็นการกระทำนอกหน้าที่การงานที่ว่าจ้างโดยชัดแจ้งจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน



          - เปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ให้นอกเหนือไปจากสัญญาค้ำประกันและไปทำความเสียหายในตำแหน่งใหม่ ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1501/2548
           จำเลยค้ำประกัน ช. ในขณะที่ ช. มีตำแหน่งผู้ช่วยจัดโชว์สินค้าตามห้างซึ่งไม่เกี่ยวกับการขายสินค้าของโจทก์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเงินอันเนื่องมาจากการขายสินค้าซึ่งตามสภาพงานจะต้องมีทั้งสินค้าใหม่ๆ เงินที่ขายสินค้าหมุนเวียนผ่านมือไป อันมีลักษณะการทำงานแตกต่างไปจากการช่วยจัดโชว์สินค้าอย่างสิ้นเชิง งานตำแหน่งพนักงานขายสินค้าจึงถือได้ว่าอยู่นอกเหนือเจตนาและความมุ่งหมายจะผูกพันตนของจำเลยตามสัญญาค้ำประกันในขณะเข้าทำสัญญาค้ำประกัน การที่ ช. ได้กระทำความเสียหายแก่โจทก์ขณะอยู่ในตำแหน่งพนักงานขายสินค้าของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์



                                                                       - 3 -
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15904/2553
          โจทก์ย้ายตำแหน่งของจำเลยที่ 1 จากเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้นไปทำหน้าที่เลขานุการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการพาณิชย์ อันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 2 มากขึ้น เกินกว่าที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกัน การกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานของจำเลยที่ 1 จึงมิได้กระทำขณะทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริการภาคพื้น  จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของ
จำเลยที่ 1

           - เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปยังต้องรับผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2526
           ประเด็นแห่งคดีมีว่า สหกรณ์โจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ากรรมการของโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ได้ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น
           โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์เป็นสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. ม.575 โจทก์และจำเลยที่ 1ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างคำสั่งเลื่อนตำแหน่งหน้าที่จำเลยที่ 1 ของโจทก์ จึงมิใช่เรื่องแปลงหนี้ใหม่ สัญญาจ้างเดิมมิได้ระงับไป
           สัญญาค้ำประกันมีข้อความชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชอบในความเสียหายหรือหนี้สินที่จำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ก่อขึ้นไม่ว่าด้วยเหตุใดๆมิได้ระบุว่าจะรับผิดชอบขณะที่จำเลยเป็นเสมียนเท่านั้น แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการ ก็ต้องถือว่ายังเป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์โจทก์อยู่

          - ตำแหน่งใหม่มีความเสี่ยงต่อความรับผิดเพิ่มขึ้นและมีผู้ค้ำประกันคนใหม่แล้ว ผู้ค้ำประกันคนเดิมย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1721/2529
          จำเลยที่3ทำหนังสือรับรองจะชดใช้ความเสียหายในกรณีที่จำเลยที่1ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายตอนที่จำเลยที่1เข้าทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งคนการต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่1ไปทำงานในตำแหน่งพนักงานเก็บเงินในห้องอาหารและได้ให้จำเลยที่4เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่1โดยมิได้ระบุว่าเป็นการค้ำประกันเพิ่มเติมจากหนังสือรับรองของจำเลยที่3และไม่ปรากฏในทางปฏิบัติของโจทก์ว่าลูกจ้างโจทก์ต้องมีหนังสือรับรองตอนเข้าทำงานและต้องทำหนังสือค้ำประกันเพิ่มเติมเมื่อเปลี่ยนตำแหน่งแต่อย่างใดดังนี้แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่3ต้องผูกพันตามหนังสือรับรองโดยให้จำเลยที่4เข้าเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่1แทนจำเลยที่3จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีจำเลยที่1ยักยอกเงินจากห้องอาหารโจทก์. ฎีกาในปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2534
           จำเลยทำสัญญาค้ำประกัน ป. ในการเป็นพนักงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ต่อมาโจทก์แต่งตั้ง ป. ให้เป็นพนักงานในตำแหน่งผู้จัดการขึ้นใหม่โดยให้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการเงิน ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยโดยจำเลยมิได้ยินยอมด้วย ทั้งมีบริษัท ท. เป็นผู้ค้ำประกันโดยมิได้ระบุว่าเป็นการค้ำประกันเพิ่มเติมจากที่จำเลยได้ค้ำประกันไว้แล้ว แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันโดยให้บริษัท ท. เข้าเป็นผู้ค้ำประกันแทน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่ บ. ยักยอกเงินของโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3489/2527
            จำเลยที่ 4 เป็นพนักงานของโจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกการเงินมีหน้าที่รับผิดชอบในการรับเงินและจ่ายเงินให้ถูกต้อง ตลอดจนการฝากเงิน ถอนเงินธนาคาร และรวบรวมเงินที่คงเหลือทุกวันส่งผู้ช่วยหัวหน้ากองบัญชีและการคลังฝ่ายการเงิน เพื่อตรวจสอบและเก็บรักษาไว้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นพนักงานการเงินของโจทก์และเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกันกระทำการทุจริตเงินที่ผ่านเข้ามาในแผนกการเงินตามสายงานหลายครั้งต่อเนื่อง กันเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน ทำให้เงินของโจทก์ขาดหายไปรวม 1,394,049.85 บาท วิธีการทุจริตส่วนใหญ่เป็นเรื่องรับเงินมาแล้วไม่ลงบัญชี ไม่ออกใบรับเงิน ทำหลักฐานว่านำเงินไปฝากธนาคารแต่ความจริงไม่ได้ฝาก พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เหล่านี้ถ้าหากจำเลยที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามคำสั่งของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ก็ไม่อาจทุจริตได้ การที่จำเลยที่ 4 ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตนมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติ จนเป็นเหตุให้เงินของโจทก์ขาดหายไปโดยการทุจริตของผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 4 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 มาตรา 29บัญญัติให้ผู้ว่าการเป็นผู้บริหารกิจการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เป็นไปตามนโยบายที่คณะกรรมการกำหนดและมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานทุกตำแหน่ง มาตรา 30 บัญญัติว่า ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ผู้ว่าการเป็นผู้กระทำในนามของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและเป็นผู้กระทำการแทนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ส่วนคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้นมาตรา 23 บัญญัติให้มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดังนี้ การบริหารก็คือการปกครองและดำเนินการหรือการจัดการ และการฟ้องคดีในนามของนิติบุคคลก็คือการจัดการหรือการดำเนินการนั่นเอง หาใช่การควบคุมดูแลกิจการของนิติบุคคลไม่ อำนาจฟ้องในนามของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงเป็นอำนาจของผู้ว่าการไม่ใช่อำนาจของคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ว่าการของโจทก์จึงมีอำนาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องคดีในนามของโจทก์ได้ เดิมโจทก์มีคำสั่งจ้างจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างรายวัน ต่อมาจึงได้มีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 7 ที่ 8 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 2 เข้าทำงาน เป็นลูกจ้างรายวัน เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับการบรรจุและ แต่งตั้งเป็นพนักงานประจำแล้วมิได้มีการทำสัญญาค้ำประกันใหม่อีก คดีได้ความว่าลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานจะต้อง ยื่นใบสมัครและ ทำสัญญาค้ำประกันอีก เช่นนี้ ที่จำเลยที่ 7 ที่ 8 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ไว้นั้น คู่สัญญามีเจตนา ให้จำเลยที่ 7 ที่ 8 ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างรายวันเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานประจำ ไม่ได้มีการทำสัญญาค้ำประกันใหม่อีก และจำเลยที่ 2 ทำละเมิด ต่อโจทก์ในระหว่างเป็นพนักงานประจำ โจทก์จะนำสัญญาค้ำประกัน ดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างให้จำเลยที่ 7 ที่ 8 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะ ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ไม่ได้




cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
วันนี้ ศาลได้พิพากษา

"ยกฟ้อง"

ครับ

น่าจะชนะแล้ว รอคัดคำพิพากษาก่อน
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
เอางัยต่อดี
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
ไม่นึกว่ากระทู้นี้่จะมีคนเข้าดู 3000 ครั้งแล้ว



cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
เว็บรวมคำพิพากษาฎีกาคดีแรงงาน

http://www.miracleconsultant.co.th/node/31005
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
รวมคำถามคำตอบเกี่ยวกับแรงงานกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
http://www.bangpoosociety.com/forum/index.php?topic=1185.0
cccccc ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 5
สำคัญ: 1
โพส: 1244
ระดับความเชียวชาญ: 2792 แต้ม
คะแนนความดี: 553 แต้ม
เครดิต: 50 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 246 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-10-20
ใช้งานล่าสุด: 2014-08-29
กลับมาดูกระทู้เดิมใหม่คนดูเพิ่มมาเป็นสี่พันครั้ง
ตอนนี้ได้สำเนาคำพิพากษาแล้ว ศาลยกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำนวนเงินที่เก็บได้จากลูกค้าเป็นจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้แ่ก่โจทก์แต่อย่างใด จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น

ตอนนี้รอผลการอุทธรณ์ของโจทก์อยู่ คิดว่าศาลคงไ่ม่รับอุทธรณ์เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อกฎหมาย

ท่านใดเป็นทนายหรือผู้รู้ด้านกฎหมายก็ช่วยทีเถอะครับ ว่าหากชนะนี้้แล้ว จำเลยสามารถเรียกค่าเสียหาย เงินประกันสังคม ฯลฯ จากโจทก์ได้หรือไม่ อย่างไร

สงสัยต้องเป็นการบ้านอีกแล้ว ตอนนี้ชักไม่ไหวขึ้นต่อสู้คนเดียวมาสองปี ขึ้นศาลประมาณเดือนสองเดือนครั้ง
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
ถาม/ตอบ
1+2=? คำตอบคือ:3
กด "Ctrl+Enter" เพื่อตั้งกระทู้ได้